มีปัญหา? ปรึกษาอย่างไร?

by ,

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาตัวเองไม่เคยประสบกับสิ่งที่เรียกว่า “ปัญหา” เลย และหลายๆ ครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้โดยง่าย แต่ละคนอาจจะมีวิธีจัดการกับปัญหาแต่ละอย่างแตกต่างกันไปตามแต่ละโอกาส บ้างก็เลือกที่จะหลบเลี่ยงปัญหา

บ้างก็เลือกจะพักการเผชิญกับปัญหาไว้ก่อน บ้างก็พยายามจะจัดการกับปัญหาให้เสร็จสิ้นหรือหมดไปโดยเร็วที่สุด แน่นอนครับว่า ไม่มีวิธีการไหนที่เรียกได้ว่าเหมาะสมหรือดีที่สุดสำหรับปัญหานั้นๆ แต่บ่อยครั้งที่เราจะพบว่า ยิ่งเราพยายามจัดการหรือแก้ปัญหาหนึ่งๆ กลับยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านั้นรุนแรงขึ้น หรืออาจทำให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ตามมาด้วยซ้ำ ในช่วงแรกนั้น ปัญหาที่มีอาจทำให้เกิดความเครียดขึ้นมากน้อยแตกต่างกันไป ในผู้ที่สามารถจัดการหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดี ก็สามารถบรรเทาความเครียดนั้นไปได้ ในทางตรงกันข้าม ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง หรือเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมาก ความเครียดที่เกิดขึ้นอาจกระทบกับตัวเรามากจนอาจเกิดปัญหาหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจตามมา ไม่ว่าจะเป็นภาวะวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าจึงมีความจำเป็นที่เราอาจจะต้องมี “ตัวช่วย” สำหรับจัดการกับปัญหา ในผู้ที่เครียดมากจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ อาจผ่อนคลายตัวเองด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่ตนชอบหรือพอใจ เช่น การดูภาพยนตร์ การร้องเพลงหรือฟังเพลงที่ชอบ ออกไปจับจ่ายซื้อของอย่างเพลิดเพลิน ออกกำลังกายที่ fitness center เข้าสปา ร้านเสริมสวยหรือสถานเสริมความงาม ชวนเพื่อนฝูงออกไปสังสรรค์ด้วยกัน หรือแม้กระทั่งอาจใช้ยาคลายเครียดหรือยาคลายกังวลช่วยในบางครั้ง (แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะครับ) พบว่าผู้ที่มีปัญหารุนแรงจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะหันไปพึ่งการดื่มสุราหรือใช้สารเสพติด ซึ่งอาจจะช่วยผ่อนคลายได้ดีในระยะแรก แต่มักส่งผลเสียตามมาในเวลาต่อมาอย่างมากมาย ตัวช่วยหนึ่งที่อาจเป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกันในการจัดการแก้ไขปัญหา นั่นก็คือ การขอคำปรึกษาจากผู้ที่เราเชื่อว่าน่าจะสามารถช่วยเหลือเราได้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ครูอาจารย์ เพื่อนฝูง รวมไปถึงอีกช่องทางหนึ่งที่ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ การบริการให้คำปรึกษา จากหน่วยงานต่างๆ นั่นเองการให้คำปรึกษา(Counseling) มาจากภาษากรีกโบราณว่า Consilium หมายถึง กระบวนการสื่อสารที่มีรูปแบบชัดเจนระหว่างบุคคล 2 คน โดยที่ฝ่ายหนึ่งกำลังมี “ปัญหา” อยู่ โดยไม่จำเป็นว่าผู้รับคำปรึกษาจะเป็นผู้ป่วยหรือไม่ การสนทนาจะดำเนินไปเพื่อการช่วยเหลือผู้รับคำปรึกษาให้สามารถเผชิญและแก้ไขจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ช่วยการตัดสินใจให้ไปสู่ทางเลือกที่มีประโยชน์มากที่สุดและส่งผลเสียตามมาน้อยที่สุด ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้จะแตกต่างจากการทำจิตบำบัด (Psychotherapy) ที่เป็นอีกหนึ่งกระบวนการในสนทนาที่เป็นไปเพื่อการรักษา “สำหรับผู้ป่วย” เท่านั้น
สำหรับจิตบำบัดหรือ Psychotherapy ผู้รักษา (Therapist) จำเป็นต้องมีทักษะและประสบการณ์สูงกว่าผู้ให้คำปรึกษา (Counselor) โดยทั่วไป โดยมากจึงมักจะเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่ผ่านการฝึกอบรมจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านโดยเฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญในทางจิตเวชหลายๆ ท่านมองว่าการรักษาด้วยวิธี psychotherapy นี้อาจให้ผลการรักษาใกล้เคียงหรือมากกว่าการรักษาด้วยยา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย ความรุนแรงของโรคและบริบททางสังคมอื่นๆ ของผู้ป่วยด้วย เช่น ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าร่วมกับการมีความคิดด้านลบมาก เหมาะกับการทำจิตบำบัดที่เน้นการจัดการแก้ไขความคิดร่วมกับพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy: CBT) ในขณะที่ผู้ที่มีปัญหาสัมพันธภาพกับคนรอบข้างมากๆ อาจเหมาะกับการทำจิตบำบัดที่เน้นการปรับสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal Psychotherapy: IPT) ดังนั้นการทำจิตบำบัดแต่ละแบบจึงเปรียบเหมือนยาแต่ละขนาน ซึ่งมีความเหมาะสมกับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีปัญหาแต่ละประเภทแตกต่างกันไป
โดยทั่วไปแล้วผู้ให้คำปรึกษาหรือ Counselor อาจไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผ่านการอบรมอะไรมากมาย อาจจะเป็นพยาบาลจิตเวช นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ รวมไปถึงวิชาชีพอื่นๆ ทางด้านสาธารณสุข หรือแม้แต่เพื่อนสนิทหรือญาติใกล้ชิดของผู้ที่มีปัญหาเองก็ได้ แต่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้รับคำปรึกษาจริงๆ และพร้อมที่จะรับฟังปัญหาและเรื่องราวต่างๆ โดยปราศจากอคติ (เนื่องจากอคติที่มีจะเป็นอุปสรรคในการช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาอย่างมาก) และอาจจะเหมาะกับบทบาทผู้ให้คำปรึกษามากขึ้น หากมีคุณสมบัติต่อไปนี้เพิ่มเติมด้วย ได้แก่
– ใจเย็น มีความอดทนสูงและเป็นผู้ฟังที่ดี ผู้ให้คำปรึกษาที่ดีควรเริ่มต้นที่การฟังปัญหาและเรื่องราวต่างๆ อย่างตั้งใจ ด้วยท่าทีที่สงบและไม่แทรกการเล่าเรื่องราวโดยที่ไม่จำเป็น